เว็บไซต์สำหรับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ควรมีอะไรบ้าง?
แชร์จากประสบการณ์ตรงของ Website Studio
หากคุณคือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมองหาเครื่องมือเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสปิดการขาย และบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างมืออาชีพ การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่คือ “สิ่งจำเป็น” ในยุคดิจิทัล
Website Studio มีประสบการณ์พัฒนาเว็บไซต์อสังหา ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเว็บไซต์อสังหาที่ดีควรมีอะไรบ้าง วันนี้เราขอแชร์องค์ประกอบสำคัญที่คุณควรจดไว้กันลืมค่ะ
หน้าตาสวยงาม ใช้งานง่าย มีระบบค้นหาครบถ้วน
เว็บไซต์อสังหาต้องออกแบบให้ดูน่าเชื่อถือ ใช้งานง่าย และค้นหาทรัพย์ได้อย่างสะดวก เช่น:
- เมนูแยกประเภททรัพย์ (เช่น บ้านเดี่ยว, คอนโด, ที่ดิน)
- ระบบค้นหาตามจังหวัด, อำเภอ/เขต, ประเภท, ราคา, ขนาดพื้นที่, จำนวนห้องนอน
- ควรแสดงผลได้ดีทั้งมือถือ แทปเล็ต และคอมพิวเตอร์อย่างสวยงาม (Responsive Design)
หน้าแสดงรายละเอียดทรัพย์ต้องครบและน่าสนใจ
หลักการคือชื่อ รูปภาพ ต้องชัด ข้อมูลสำคัญต้องครบ ปุ่มติดต่อ ช่องทางติดต่อต้องมี
- รูปภาพจริงหลายมุม / วิดีโอยิ่งมียิ่งดี / แปลน
- ข้อมูลขนาดพื้นที่ภายใน–ภายนอก ปีที่สร้าง สิ่งอำนวยความสะดวก โดยแยกเป็นลิสต์ให้อ่านง่ายที่สุด โดยคุณอาจจะรวบรวม จากคำถามที่คุณได้รับมาจากลูกค้าบ่อยๆ
- เนื้อหาคำอธิบายประมาณ 2–3 ย่อหน้า เพื่อช่วยเรื่อง SEO
- พิกัดใน Google Map และควรแสดงสถานที่ใกล้เคียง พร้อมระยะทาง เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจได้เป็นอย่างดี
ปุ่มติดต่อชัดเจนและเหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย
ช่องทางติดต่อควรตั้งค่าให้เหมาะกับลูกค้าของคุณ:
- สำหรับลูกค้าไทย: ปุ่ม LINE OA, ปุ่มโทร
- สำหรับลูกค้าต่างชาติ: WhatsApp, Telegram, หรือ แบบฟอร์มติดต่อ
ระบบหลังบ้านสำหรับจัดการข้อมูลทรัพย์
เว็บไซต์ที่ดีไม่ใช่แค่โชว์ทรัพย์ แต่ต้องช่วยจัดการข้อมูลด้วย เช่น:
- หมายเลขรหัสทรัพย์ (Property Code)
- ราคาทุน (ราคาที่ได้มา) / ราคาขาย (แสดงในเว็บ)
- ชื่อและเบอร์ติดต่อของเจ้าของทรัพย์
- สถานะ (ขายแล้ว / อยู่ระหว่างขาย / ปล่อยเช่า)
- จำนวนคนติดต่อเข้ามา หรือคลิกปุ่มติดต่อของ property นั้นๆ
โดยข้อมูลเหล่านี้ควรเห็นได้เฉพาะผู้ดูแลระบบเท่านั้น เพื่อใช้วางแผนและจัดการภายในอย่างเป็นระบบ
ระบบเก็บข้อมูลลูกค้า
ทุกครั้งที่มีลูกค้ากรอกฟอร์มควรจัดเก็บข้อมูลไว้ในระบบหลังบ้าน เพราะลูกค้าอาจจะไม่ซื้อในครั้งแรก เช่น:
- ชื่อ–นามสกุล
- เบอร์โทร / อีเมล
- ทรัพย์ที่สนใจ, ทำเล, งบประมาณ, ความต้องการ
- บันทึกวัน-เวลา และช่องทางที่ลูกค้าติดต่อเข้ามา
เพราะ Data คือขุมทรัพย์ของธุรกิจยุคใหม่
ระบบเชื่อมต่อ (Feed) ไปยังแพลตฟอร์มอื่น
เว็บไซต์ควรมีระบบ XML/JSON Feed ที่สามารถกระจายข้อมูลทรัพย์ไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น:
- Kaidee Property
- Baania
- DotProperty ฯลฯ
ข้อดี: ประหยัดเวลา ไม่ต้องโพสต์เองซ้ำหลายช่องทาง และเพิ่มโอกาสขาย
ระบบความปลอดภัย และการดูแลเว็บไซต์
หากคุณไม่มีทีมดูแลเว็บ ควรเผื่องบสำหรับ:
- สำรองข้อมูล (Backup)
- ป้องกันไวรัส / ปิดช่องโหว่ระบบ
- แก้ไขข้อผิดพลาด และอัปเดตปลั๊กอิน
- เปลี่ยนรูปภาพ / ปรับข้อมูลเมื่อมีการอัปเดต
Website Studio มีแพ็กเกจดูแลเว็บไซต์ พร้อมระบบอสังหาให้คุณแบบครบจบ พร้อมทีม Support ดูแลตลอด
ติดต่อสอบถามหรือขอใบเสนอราคาได้ที่
📲 หรือปรึกษาฟรีได้ที่ LINE: @websitestudio
ภาพโดย wal_172619 จาก Pixabay
ค่าใช้จ่าย ในการทำเว็บ
การทำเว็บไซต์ ก็เหมือนกับการสร้างบ้าน หรือตึก 1 หลัง ความซับซ้อน โครงสร้าง และหน้าตาต่างๆ ก็จะแตกต่างกันออกไป วันนี้ Website Studio รวบรวมค่าใช้จ่ายควรรู้ในการทำเว็บไซต์ จากลูกค้าที่มักจะถามเราเข้ามาก่อนการขอรับบริการจากเรามาให้ท่านผู้อ่าน ได้รู้ข้อมูลเบื้องต้น ว่าในการทำเว็บไซต์ 1 เว็บ จะมีค่าบริการอะไรบ้างที่รวมอยู่แล้ว หรือจ่ายแยกในการทำเว็บ 1 เว็บไซต์กันนะคะ
ค่าออกแบบหน้าตาเว็บไซต์
อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกนะคะ การทำเว็บก็คล้ายกับการสร้างบ้าน สร้างตึก 1 หลัง โดยเราต้องมีการออกแบบ การสร้าง สำหรับการสร้างบ้านหรือตึกเราจะต้องมีสถาปนิกออกแบบบ้าน ซึ่งการทำเว็บก็เช่นกัน ต้องเริ่มต้นจากการออกแบบค่ะ
ค่าออกแบบเว็บ ส่วนใหญ่จะรวมในบริการแพคเกจอยู่แล้วสำหรับทำเว็บไซต์ โดยจะเป็นการออกแบบโดย Web Design ซึ่งจะรู้วิธีการออกแบบให้ตรงกับแบรนด์ โทนสีที่เราชอบ และการจัดวางต่างๆ ว่าปุ่ม เมนู หรือเนื้อหาควรอยู่ตรงไหน ที่จะทำให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเราแล้วไม่สับสน
ค่าพัฒนาเว็บไซต์
หลังจากเราออกแบบเว็บไซต์เสร็จ ก็จะเหมือนกับการสร้างบ้านเลย พอเราได้แบบ หน้าตา ฟังก์ชั่น ที่เราต้องการมาแล้ว เราก็จะต้องนำมาสร้างให้ออกมาเป็นรูปร่างที่สวยงามตามแบบ โดย Web Developer
เครื่องมือการสร้างเว็บไซต์ของแต่ละบริษัทก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่ความถนัด ส่วนทาง Website Studio ของเรา เราทำโดยใช้ WordPress ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ และยังเป็นข้อดีกับทางลูกค้าที่จะสามารถแก้ไขเนื้อหาในเว็บได้เอง โดยไม่ต้องจ้างเราซ้ำซ้อนด้วยค่ะ
งบสำหรับทำการตลาด (SEO/ยิงโฆษณา Google Ads)
หลังจากเราได้เว็บไซต์ที่สวยงาม ฟังก์ชั่นครบแล้ว จะมีประโยชน์อะไร ถ้าคนไม่เห็นเรา จริงมั้ยคะ ถ้าหากคุณเป็นร้านค้า หรือบริษัทที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว แค่จะสร้างเว็บเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ เรื่องนี้ก็ไม่ต้องกังวลมากนัก เนื่องจากหากเรามีเว็บไซต์ และสร้างถูกโครงสร้างแต่ต้น เมื่อลูกค้า ค้นหาเรา ในชื่อบริการของเรา ย่อมเจอเว็บไซต์เราอยู่แล้ว
แต่! หากคุณเป็นคนให้บริการหน้าใหม่แล้ว ต้องเตรียมงบ สำหรับการทำสิ่งเหล่านี้ไว้เลยนะคะ โดยถ้าเป็น Google Ads หรือการยิงโฆษณาผ่าน Google ก็จะช่วยให้เห็นผลเร็ว คนค้นหาปุ๊บของเราสามารถขึ้นหน้า 1 หรือ 2 เลย (ตามงบที่เรามี) แต่ก็จะต้องเสียค่าโฆษณาต่อคลิกเยอะหน่อย
ส่วน SEO คือจะใช้เวลา แต่เมื่อติดคำค้นหาแล้ว ก็จะอยู่ได้นานๆ ลูกค้าคลิกเรากี่ครั้ง ก็ไม่ต้องเสียเงินให้ Google (แต่เสียค่าบริการให้คนทำ แค่นั้นเอง)
งบประมาณส่วนนี้สำคัญนะคะ
ค่าบำรุงรักษา และค่าใส่เนื้อหา
หากคุณเป็นเว็บขายอาหาร หรือต้องการมีบทความ ข่าวสารอัพเดตในหน้าเว็บเสมอ และไม่มีคนทำให้ อาจจะต้องสอบถามค่าบริการส่วนนี้จากผู้รับทำ ว่ามีการให้บริการหรือไม่ และอัตราค่าบริการอยู่เท่าไหร่
สำหรับค่าบำรุงรักษาในกรณีที่เว็บไซต์ติดไวรัส เราอาจจะจำเป็นต้องให้เว็บไซต์มีการปรับปรุงตลอดเวลา เพื่ออุดช่องว่างส่วนนี้ค่ะ
เหมือนเดิมค่ะ เว็บไซต์คล้ายการสร้างบ้าน สร้างเสร็จใช้งานไปก็อาจจะมีการชำรุดได้ ซึ่งเกิดจากเทคโลโลยีสมัยใหม่ ซึ่งเราต้องมีการบำรุงรักษาอยู่เสมอ
ค่าโดเมน + โฮสติ้ง (รายปี)
การทำเว็บไซต์ จะมี 2 ส่วนนี้เป็นภาคบังคับ และมีการเสียค่าบริการเป็นรายปี สำหรับการเช่าซื้อนะคะ โดยหากมองแบบง่ายๆ ถ้าเราเปรียบเป็นการสร้างบ้านเหมือนเดิม โดเมนก็คือบ้านเลขที่ ที่จะไม่ซ้ำใคร ในหมู่บ้าน และตำบลของเรา และคนสามารถจำว่าเป็นบ้านเราได้ โฮสติ้งคือที่ดิน ที่เราเช่ารายปี สำหรับสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ
- โดเมน คือ ชื่อเว็บไซต์ เช่น www.ชื่อเว็บไซต์คุณ.com
- โฮสติ้ง คือ พื้นที่เก็บไฟล์ ในการทำเว็บไซต์ เช่นไฟล์รูป ไฟล์วิดีโอโดยราคาของโดเมน จะอยู่ที่ปีละ 400-1,000 บาท
ส่วนโฮสติ้งจะอยู่ที่ 1,000 – 3,500 บาท ทั้งนี้อาจจะแพงกว่านี้หากเว็บของคุณมีขนาดใหญ่ และมีปริมาณการใช้งานที่สูง
📩 หากคุณอยากเริ่มต้น ทำเว็บไซต์ สำหรับธุรกิจหรือร้านค้า โดยรวบรวมค่าใช้จ่ายข้างต้นไว้แล้ว
👉 ดูแพ็กเกจของเราได้ที่:
https://www.mwebsite-studio.com/wordpress-website-service/📲 หรือปรึกษาฟรีได้ที่ LINE: @websitestudio
ภาพโดย StartupStockPhotos จาก Pixabay
SEO ช่วยติด ChatGPT ได้หรือไม่?
คำถามยอดฮิตของเจ้าของธุรกิจยุค AI! ทำยังไงให้เราติด ChatGPT การทำ SEO ช่วยติด ChatGPT ได้หรือไม่?
ในยุคเปลี่ยนที่ผู้คนเริ่มหาข้อมูลผ่าน AI อย่าง ChatGPT, Google Bard หรือ Copilot มากขึ้น
หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า
“ทำยังไงให้แบรนด์ของเราติด ChatGPT?”
“SEO ยังคงจำเป็นอยู่ไหม?”
“ถ้าทำ SEO แล้ว จะทำให้แบรนด์หรือเว็บไซต์ของเราติด ChatGPT ได้ไหม?”
ในบทความนี้ Website Studio จะพาไปไขข้อสงสัยกันค่ะ พร้อมรีวิวของจริงกันค่ะ
ChatGPT ใช้ข้อมูลจากที่ไหน? มาทำความเข้าใจกันก่อน
ChatGPT ดึงข้อมูลจากหลากหลายแหล่งที่น่าเชื่อถือบนอินเทอร์เน็ต
แม้จะไม่ดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ (ยกเว้นบางรุ่นที่เปิดเว็บได้ เช่น GPT-4 พร้อมเว็บ browsing) แบบ Google Search แต่ระบบยังอ้างอิงเว็บไซต์จริงๆ ที่มี “เนื้อหาคุณภาพ” และ “ติดอันดับ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เว็บไซต์ที่มี SEO ดี โครงสร้างชัด และเป็นที่พูดถึงบ่อย
โดยหลัก ๆ แหล่งข้อมูลที่ ChatGPT ใช้ ได้แก่:
1. เว็บไซต์สาธารณะ (Public Websites)
- บทความ ข่าว บล็อก คู่มือ
- เว็บไซต์คุณภาพสูง เช่น Wikipedia, Stack Overflow, หนังสือออนไลน์
2. โค้ดและเทคนิคจากชุมชนโอเพ่นซอร์ส
- GitHub, StackExchange ฯลฯ
3. เอกสารทางเทคนิค และฐานข้อมูลโอเพ่นดาต้า
- เช่น Common Crawl, arXiv, OpenSubtitles ฯลฯ
4. เอกสารที่ใช้ฝึกภาษาและตรรกะ
- เช่น หนังสือเรียน ภาษาอังกฤษ บทสนทนา ฯลฯ
สิ่งที่ ChatGPT ไม่สามารถเข้าถึงโดยตรง ได้:
- ข้อมูลเรียลไทม์จาก Google Search
- เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม / ปิดกั้นการเก็บข้อมูล (เช่นมี robots.txt)
- โซเชียลมีเดียส่วนตัว, LINE, Messenger ฯลฯ
- ข้อมูลหลัง Login, ระบบสมาชิก, หรือแบบฟอร์ม
แล้ว SEO ช่วยให้ติด ChatGPT ได้จริงไหม?
คำตอบคือ “มีผลทางอ้อมที่ชัดเจน” ค่ะ เพราะ:
- เว็บไซต์ที่ ทำ SEO ได้ดี มักมีเนื้อหาชัดเจน ตรงประเด็น มีคำค้นหาในตำแหน่งที่เหมาะสม (เช่น title, heading, meta)
- มี Backlink / Citation จากเว็บอื่น ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ
- หากเว็บของคุณติดอันดับ Google อยู่แล้ว โอกาสที่จะถูก AI อ้างอิงก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
สรุปคือ ยิ่งเว็บไซต์ของคุณติด Google Search และมีเนื้อหาชัดเจน → โอกาสที่จะติด ChatGPT ก็ยิ่งมากขึ้น
ตัวอย่างของลูกค้าเราที่ทำ SEO พอค้นหาก็ติดทั้ง Google และ CHAT GPT ค่ะ
📩 หากคุณอยากเริ่มต้น ทำเว็บไซต์ + SEO เพื่อให้คนหาเจอทั้งบน Google และ AI
👉 ดูแพ็กเกจของเราได้ที่:
https://www.mwebsite-studio.com/website-seo-package
📲 หรือปรึกษาฟรีได้ที่ LINE: @websitestudio
ภาพโดย Franz Bachinger จาก Pixabay
ธุรกิจเราจำเป็นต้องทำเว็บไซต์หรือไม่? คำถามที่เจ้าของธุรกิจยุคใหม่ควรรู้!
ในยุคที่ใคร ๆ ก็มี Social Media การตั้งคำถามว่า “จำเป็นต้องทำเว็บไซต์หรือไม่?” เป็นเรื่องที่เจ้าของร้านค้าและธุรกิจจำนวนมากกำลังตัดสินใจอยู่
Social Media เช่น Facebook, Instagram, TikTok ถือเป็นช่องทางฟรีที่เข้าถึงง่าย ใครก็เปิดได้ และแน่นอนว่า มีความจำเป็นในยุค AI แบบนี้ เพราะยิ่งร้านค้า หรือบริษัทเรามีหลายช่องทางการติดต่อ ก็เหมือนเราได้เปิดร้านในหลายทำเล เพิ่มโอกาสให้ลูกค้ารู้จัก และตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น
❓แล้วเว็บไซต์ล่ะ...จำเป็นต้องทำเว็บไซต์หรือไม่?
คำตอบคือ… จำเป็นมาก!
โดยเฉพาะถ้าคุณต้องการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงในระยะยาว และอยากเป็น “ตัวจริง” ในสายธุรกิจของคุณเอง
เพราะเว็บไซต์คือ “หน้าร้านหลัก” ที่คุณเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง:
- ไม่มีใครลบหรือปิดบัญชีคุณได้
- ลูกค้าค้นหาคุณจาก Google ได้ง่ายขึ้น
- รองรับการทำ Google Ads และ SEO เพื่อเพิ่มยอดขายแบบยั่งยืน (อ่านเพิ่มเติมว่า SEO คืออะไร คลิกที่นี่)

ค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์ ประมาณเท่าไหร่?
สำหรับเว็บไซต์ทั่วไปในประเทศไทย ราคามักเริ่มต้นที่ประมาณ 3,000 – 30,000 บาท
ส่วนเว็บไซต์ที่มีระบบขายของหรือระบบพิเศษ ราคาจะอยู่ที่ 30,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของงาน
ซึ่งถือว่าเป็น การลงทุนที่คุ้มค่า และยังถูกกว่าการเปิดหน้าร้านหรือสร้างออฟฟิศสวย ๆ อีกด้วย
วันนี้ Website Studio ได้นำตารางเปรียบเทียบระหว่างบริษัทที่มีเว็บไซต์ vs ไม่มีเว็บไซต์ (มีแต่ Facebook) โดยแยกมาให้แบบชัดเจนทั้งกรณี "มีการทำการตลาด" และ "ไม่มีการทำการตลาด" เพื่อให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนค่ะ
ตารางเปรียบเทียบ: บริษัทที่มีเว็บไซต์ vs ไม่มีเว็บไซต์ (มีแต่ Facebook)
| หัวข้อ | มีเว็บไซต์ + Facebook | ไม่มีเว็บไซต์ (มีแต่ Facebook) |
|---|---|---|
| 1. ความน่าเชื่อถือ |
✅ ดูเป็นทางการ น่าเชื่อถือ ✅ มีโดเมนของตัวเอง |
❌ ดูเป็นเพจทั่วไป ❌ เหมือนยังไม่เป็นธุรกิจจริงจัง |
| 2. ค้นหาบน Google ได้ไหม | ✅ ติด Google ได้ทั้ง SEO และ Ads | ❌ ติด SEO ยากมาก ✅ เฉพาะกรณีซื้อ Ads แบบลิงก์ไปยังเพจเท่านั้น |
| 3. สร้างแบรนด์ในระยะยาว | ✅ วางโครงสร้างแบรนด์ได้ชัดเจน | ❌ จำกัดที่ระบบ Facebook เปลี่ยนเมื่อไหร่กระทบทันที |
| 4. เก็บข้อมูลลูกค้า (CRM/Lead) | ✅ เก็บอีเมล-เบอร์ได้เต็มรูปแบบผ่านฟอร์มเว็บ | ❌ ต้องพึ่งข้อความหรือแชทในเพจเท่านั้น |
| 5. โฆษณาแบบ Retarget ได้แม่น | ✅ ติดโค้ด Pixel / GA / Conversion ได้ง่าย | ❌ ทำได้จำกัด ไม่แม่นยำเท่าผ่านเว็บไซต์ |
| 6. มีระบบจอง / สั่งซื้อ / เก็บสถิติ | ✅ สร้างระบบในเว็บเองได้เต็มที่ | ❌ ไม่มีระบบ ต้องใช้แพลตฟอร์มเสริม |
| 7. หาก Facebook ล่มหรือโดนปิด | ✅ ยังมีเว็บไซต์เป็นหลักให้ลูกค้าติดต่อได้ | ❌ เสี่ยงสูง ถ้าเพจหาย = หายหมด |
| 8. ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น | ลงทุนครั้งแรก เริ่มต้น 3,000 – 30,000+ บาท | ฟรี (แต่ข้อจำกัดเยอะมาก) |
กรณีทำการตลาด (ยิง Google Ads / SEO)
| หัวข้อ | มีเว็บไซต์ | ไม่มีเว็บไซต์ |
|---|---|---|
| ยิงโฆษณา Google ได้ไหม | ✅ ได้เต็มรูปแบบ ติดอันดับ/ปล่อย Ads |
❌ ทำได้น้อยหรือไม่ได้เลย |
| วัดผลแคมเปญ (Conversion) | ✅ วัดยอดขาย / ลงทะเบียน / โทร / แชทได้ | ❌ วัดผลได้แค่ Engagement หรือคนกด Like |
| ปรับปรุง UX/UI ได้ไหม | ✅ ปรับเนื้อหา หน้าเว็บตามพฤติกรรมลูกค้าได้ | ❌ ต้องใช้ตาม Layout ของ Facebook |
| ทำ SEO ได้ไหม | ✅ ทำได้ ช่วยเพิ่มลูกค้าระยะยาวแบบไม่ต้องจ่าย Ads | ❌ ทำไม่ได้เลย |
กรณีไม่ทำการตลาด
| หัวข้อ | มีเว็บไซต์ | ไม่มีเว็บไซต์ |
|---|---|---|
| คนค้นเจอง่ายไหม | ✅ ค้นจาก Google เจอแม้ไม่ยิง Ads | ❌ ต้องพิมพ์ชื่อเพจให้ตรงเป๊ะ |
| มีโอกาสสร้างรายได้เรื่อย ๆ ไหม | ✅ ลูกค้าเข้ามาเองจากการค้นหา | ❌ รายได้ลดลงถ้าไม่โพสต์สม่ำเสมอ |
| ความเป็นเจ้าของ | ✅ เว็บเป็นของเรา 100% | ❌ ขึ้นกับระบบของ Facebook |
หวังว่าบทความนี้ จะมีประโยชน์ช่วยให้การตัดสินใจที่จะทำเว็บไซต์ของคุณมีมากยิ่งขึ้นนะคะ แต่หากคิดจะเริ่มทำเว็บไซจ์ อย่าลืมศึกษาให้รอบด้านเพื่อไม่ให้พลาด! หรือลองอ่าน 5 ข้อผิดพลาดที่เจ้าของเว็บไซต์ใหม่มักเจอ เพื่อจะได้ไม่พลาดในการทำเว็บไซต์ด้วยค่ะ
ภาพโดย StartupStockPhotos จาก Pixabay, ภาพโดย Firmbee จาก Pixabay
12 จุดสำคัญที่ “เว็บขายของต้องมี”
อยากมีเว็บไซต์ขายของออนไลน์? มาดู 12 จุดสำคัญที่ “เว็บคุณต้องมี” เพื่อสร้างยอดขายสุดปัง และเพิ่มความน่าเชื่อถือกันค่ะ
จะดีกว่ามั้ย ถ้าเว็บไซต์ขายของไม่ได้แค่เอาไว้โชว์สินค้า แต่เป็นอีก 1 ช่องทางช่วยให้คุณเพิ่มยอดขาย สร้างความน่าเชื่อถือ และเก็บลูกค้าไว้ได้ในระยะยาว มาดูกันว่า “เว็บขายของที่ดี” ควรมีอะไรบ้าง
หน้าแรกที่ปัง
หน้าแรกที่สวยที่ปังควรมีข้อมูลดังนี้ค่ะ
- แบนเนอร์สวยๆ ที่บ่งบอกแบรนด์และสินค้าคุณอย่างชัดเจน สร้างความรู้สึก “ว้าว” ตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดเข้าเว็บ พร้อมปุ่มติดต่อสั่งซื้อ หรือปุ่มดูรายละเอียดสินค้า เพื่อไม่ให้ลูกสะดวกในการติดต่อเราได้ตั้งแต่เห็นแบนเนอร์
- ในกรณีมีสินค้าหลายสินค้า ควรมีหมวดหมู่สินค้าของคุณ ทำเป็นภาพแต่ละสินค้ายิ่งดี พร้อมคลิกไปที่หมวดหมู่นั้นๆ
- โปรโมชั่น สามารถใส่ในแบนเนอร์ได้
- สินค้าขายดี เลือกสินค้าเจ๋งๆ หรือขายดีมาโชว์ในหน้าแรกสัก 4-8 สินค้า
- รีวิวจากลูกค้า สั้นๆ ไม่กี่รีวิว
- เกี่ยวกับคุณ เพื่อความน่าเชื่อถือ
หน้าเกี่ยวกับเรา
หน้านี้ควรเขียนความเป็นมาของเรา ความมุ่งมั่นในการทำผลิตภัณท์ หน้านี้ให้เรานึกว่าเป็นหน้าที่จะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ของคุณ แต่ถ้าข้อมูลคุณมีไม่เยอะมาก อาจจะรวมไปกับหน้าแรกเป็นสัก 1 section ของหน้าแรกได้เหมือนกันค่ะ แต่ถ้ามีเยอะเช่นมีประวัติความเป็นมา ปีก่อตั้ง สถานที่ผลิต สามารถใส่ไปได้เลยค่ะในหน้านี้
หน้ารวมสินค้า
หน้ารวมสินค้าจะโชว์สินค้าทั้งหมด โดยควรจัดหมวดหมู่สินค้าให้เรียบร้อย โดยแต่ละหมวดหมู่ควรมีคำอธิบายย่อยๆ เพื่อให้ Google ชอบนะคะ และถ้าหากสินค้ามีจำนวนมาก ควรมีระบบกรอง (filter) ให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเลือกดูง่าย ไม่สับสนค่ะ
หน้าสินค้า
หน้าสินค้า ควรมีรูปสินค้าหลายๆ รูป ยกตัวอย่างเช่นคุณขายกระเป๋า รูปที่ควรจะมีต้องชัด มีหลายมุม (ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านใน ฯลฯ) ถ้ามีวิดีโอรีวิวหรือภาพใช้งานจริงจะยิ่งดี พร้อมรายละเอียดแบบยาว รายละเอียดแบบสั้น รีวิว และอย่าลืมข้อมูลสำคัญเช่น ขนาด น้ำหนัก วัสดุ ฯลฯ
ปุ่มสั่งซื้อในหน้านี้ต้องเด่น พร้อมบอกราคาที่ชัดเจน
ถ้าหากเรามีสินค้าหลายตัว เราอาจจะมีส่วนแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในส่วนของหน้านี้ได้ด้วยเช่นกันค่ะ
หน้าตะกร้าสินค้า และหน้าชำระเงินที่ใช้ง่าย
หน้าตะกร้าสินค้า จะทำให้ลูกค้าสะดวกในการดูสินค้าที่เรากำลังสั่งซื้อ และสามารถเพิ่มหรือลดจำนวนได้อย่างง่ายดาย
หน้าสั่งซื้อสินค้าควรมีแบบฟอร์มให้ลูกค้ากรอกข้อมูลพื้นฐานเช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมลล์ LINE ID และที่อยู่สำหรับจัดส่ง พร้อมแสดงตัวเลือกสำหรับการจัดส่ง และการจ่ายเงินแต่ละแบบให้กับลูกค้าเลือกค่ะ
เราควรมีระบบเก็บข้อมูลการสั่งซื้อของลูกค้าไว้ เพื่อใช้ในการจัดส่ง และเพื่อใช้ในการทำการตลาดกับลูกค้ากลุ่มเดิมในอนาคตด้วยนะคะ
หน้าข้อมูลการจัดส่ง
เราควรจะมีหน้าข้อมูลการจัดส่งที่มีในระบบเว็บไซต์เรา โดยแจ้งชัดเจนว่าใช้ขนส่งอะไร, ระยะเวลาเท่าไหร่, ค่าจัดส่งเท่าไหร่
ฟอร์มแจ้งชำระเงิน
ถ้าเว็บยังไม่ได้เชื่อมระบบชำระเงินอัตโนมัติ หรือมีการให้โอนเงินผ่านธนาคาร เราควรมีฟอร์มให้ลูกค้าแนบหลักฐานการโอนเงินได้ง่ายๆ และระบบส่งกลับมายังแอดมิน เพื่อทำการเช็คยอด และจัดส่งสินค้าต่อไป
ช่องทางติดต่อต้องชัด
ปุ่มทัก LINE, Facebook, โทรศัพท์ หรือแ LIVE CHAT ยิ่งพยายามมีหลากหลายช่องทาง ลูกค้ายิ่งติดต่อได้สะดวกมากขึ้นค่ะ
หน้ารีวิวจากลูกค้า
การมีรีวิวจากคนใช้บริการของเราจริงจะดีมากๆ ค่ะ เพราะ “รีวิวจากลูกค้าเก่า” คือคำโฆษณาที่ดีที่สุด รีวิวที่เราควรมี ควรจะมีทั้งคำรีวิว รูปภาพ หรือวิดีโอมีได้ยิ่งดีเลยนะคะ
เว็บต้องโหลดเร็ว & รองรับมือถือ
เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เข้าดูสินค้าผ่านมือถือ ถ้าโหลดช้าคือพลาดโอกาสขายแน่นอนค่ะ อีกทั้ง Google ก็ชอบเว็บที่โหลดเร็ว ยิ่งเราทำดีเท่าไหร่ ทั้งเนื้อหา และ speed ในการโหลด โอากศการติดคำค้นหายิ่งเยอะแน่นอนค่ะ
ติดตั้งระบบวัดผล (Google Analytics, Meta Pixel ฯลฯ)
ควรติดตั้ง Google Analytics เพื่อทำการเก็บสถิติการเข้าชมเว็บไซต์ พฤติกรรมของลูกค้า สินค้าไหนที่ลูกค้าดูเยอะ เพื่อนำไปปรับแผนการตลาดได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้นค่ะ
โลโก้ระบบชำระเงินที่รองรับใน Footer
แสดงโลโก้บัตรเครดิต, พร้อมเพย์, LINE Pay ฯลฯ ที่ท้ายเว็บ เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าเว็บคุณรองรับการชำระแบบไหน
เป็นยังไงบ้างคะ กับ 12 ข้อที่ทาง Website Studio เตรียมไว้ให้คุณ ลองไปเช็คและปรับใช้กันดูนะคะ ว่าเว็บไซต์ของคุณมีครบหรือยัง 🙂 ค่ะ
วิธีการติดตั้ง Tag Manager/Verify Google Webmaster Tool ในเว็บไซต์ WordPress
แจกคำสั่ง และ วิธีการติดตั้ง Tag Manager/ใส่ Verification Code ของ Google Webmaster Tool ให้กับ Website WordPress วิธีนี้ทำแล้วไม่กระทบกับฟังก์ชั่นส่วนอื่นๆ
1. ติดตั้ง Code Snipper Plugin
ทำการติดตั้งปลั๊กอิน Code Snippet
2. ทำการสร้างชุดคำสั่งใหม่ใน Code Snippet
ไปที่ Snippets -> Add New และใส่ข้อมูลตามภาพ

3. ใส่คำสั่งนี้ไปค่ะ
<?php
add_action('wp_head', 'add_gtm_to_head');
function add_gtm_to_head() {
?>
ใส่ Google Verification Code จาก WMT และ Tag Manager ไปในนี้ ส่วนที่ต้องการให้โชว์ใน header
<?php }
add_action('wp_body_open', 'add_gtm_to_body');
function add_gtm_to_body() { ?>
ใส่ Tag Manager ไปในนี้ ส่วนที่ต้องการให้โชว์หลัง body
<?php } ?>

หากติดตั้งแล้วเกิดปัญหา วิธีง่ายที่สุดคือกดปุ่ม Deactivate ที่ Snippet ที่เราสร้างไว้ เพียงเท่านี้ก็จะไม่ส่งผลกระทบกับส่วนอื่น ๆ ของเว็บไซต์ และยังสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันทีอีกด้วยค่ะ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ 😊






