SEO คืออะไร? เจ้าของร้านต้องรู้ไหม
จากสถิติการค้นหาใน Google ที่เราได้ข้อมูลมาจาก Ahref (หนึ่งใน tool ที่เราใช้ทำ SEO นะคะ) ใน 1 เดือนนั้นมีคนค้นหาคำว่า
โรงแรมใกล้ฉัน ถึง 170,000 กว่าคน
ร้านทำผม ใกล้ฉัน 11,000 กว่าคน
ร้านอาหาร ใกล้ฉัน 17,000 กว่าคน
ร้านอาหารอิสลามใกล้ฉัน 7,700 กว่าคน



จากสถิติ จะเห็นได้ว่าในยุคนี้ใครๆ ก็ใช้ Google ในการค้นหาสินค้า, บริการ หรือแม้กระทั่งร้านอาหาร แล้วจะทำยังไงล่ะ ที่จะทำให้สินค้า, ร้านค้า, บริษัท หรือบริการของคุณถูกค้นเจอได้ง่าย ได้เป็นอันดับต้นๆ เพื่อที่จะได้มีโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการนั้นๆ จากยอดคนค้นหา และคลิกเข้ามาในเว็บไซต์เราได้..นี่แหล่ะค่ะ คือบทบาทของ SEO และเราเรียกบริการว่าทำ SEO
ถ้ามาในแนวเนื้อหาสักหน่อย คำว่า SEO (Search Engine Optimization) คือการปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณให้มีโอกาสติดอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาใน Google เช่น เวลาลูกค้าพิมพ์หา “โรงแรมใกล้ฉัน” หรือ “ร้านอาหาร ใกล้ฉัน” เว็บของคุณจะขึ้นมาให้เห็นก่อนร้านอื่นๆ โดยไม่ต้องเสียเงินลงโฆษณา
การทำ SEO นั้นจะเน้นการทำเว็บไซต์ให้ โครงสร้างหลังบ้าน, มีเนื้อหาที่ดี ตรงกับที่ลูกค้าค้นหา, โหลดไว, รองรับการใช้งานบนมือถือ, และ มีความน่าเชื่อถือ และอย่างอื่นอีกมากมาย โดยที่ทำทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้พี่ Google ของเรา จัดอันดับ และเลือกแนะนำเว็บไซต์ของคุณให้คนอื่นเห็น ตามคำค้นหานั้นๆ
ทำไมเจ้าของร้านต้องรู้เรื่อง SEO?
SEO ช่วยเพิ่มยอดขาย
เจ้าของร้าน หรือเจ้าของธุรกิจ จำเป็นต้องรู้ว่า SEO คืออะไร เพื่อทำการประเมินว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ หากร้านคุณขึ้นหน้าแรกของ Google และมีคนค้นหาบริการนั้นๆ ถึง 10,000 กว่าครั้งต่อเดือนโอกาสที่ลูกค้าใหม่จะเจอร้านคุณและสั่งซื้อก็สูงขึ้นทันที จริงไหมคะ
SEO ช่วยลดต้นทุนโฆษณา
SEO เป็นการลงทุนระยะยาว โดยเมื่อติดแล้ว คุณจะไม่ต้องเสียเงินยิงแอดทุกวัน แต่เว็บยังมีคนเข้ามาชมเรื่อยๆ แต่ก็อาจจะมีการที่ต้องทำ SEO ต่อเนื่อง เพื่อรักษาอันดับนะ และแรกๆ การทำ SEO อาจจะใช้เวลาสักหน่อย
SEO ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ
ลูกค้ามักเชื่อถือเว็บไซต์ที่ขึ้นอันดับต้นๆ เพราะคิดว่า “ต้องดีแน่ๆ ถึงได้อยู่อันดับสูง” จริงไหมคะ?
SEO ช่วยให้ไม่แพ้คู่แข่งในยุคออนไลน์
คู่แข่งของคุณอาจจะกำลังทั้งทำ SEO และอื่นๆ การทำ SEO มีการทำกันเยอะขึ้นทุกวัน ถ้าเราปรับตัวช้า ก็อาจพลาดโอกาสสำคัญไป
SEO ช่วยให้ติดค้นหาใน Chat GPT
การค้นหาของคนบางกลุ่มอาจจะเปลี่ยนไป ลูกค้าบางคนอาจเริ่มค้นหาจาก Chat GPT การทำ SEO เป็นอีก 1 ตัวช่วยเพื่อให้ค้นหาเว็บคุณเจอค่ะ
เริ่มต้น ทำ SEO ยังไงดี
- ทำเว็บไซต์ให้โหลดเร็ว และรองรับการใช้งานผ่านมือถือ
- เขียนเนื้อหา (บทความ/รายละเอียดสินค้า) ที่มีคุณภาพ ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าค้นหา
- ใช้คีย์เวิร์ด (คำค้นหา) ที่เหมาะสมในชื่อเรื่อง เนื้อหา และรูปภาพ
- สร้างลิงก์เชื่อมโยงภายในเว็บไซต์ให้ดี
- อัปเดตเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ
- จ้างผู้เชี่ยวชาญในการทำ SEO โดยคนรับบริการทำ SEO นั้นจะมีการวิเคราะห์คำค้นหา ปรับความเร็ว ทำทุกๆ อย่างให้คุณ เพื่อให้คุณเอาเวลาไปทำในสิ่งที่คุณถนัด
SEO สามารถทำกับ social อื่นๆ ที่ไม่ใช้เว็บไซต์ได้ไหม?
Facebook, Instagram, TikTok, YouTube — แต่ละแพลตฟอร์ม ก็มี “การค้นหา” ภายในแพลตฟอร์ม-ของตัวเองเหมือนกัน ดังนั้นเราสามารถทำ “SEO” แบบเฉพาะแต่ละแพลตฟอร์มได้ เช่น
Facebook SEO
ตั้งชื่อเพจ, คำอธิบายเพจ, ชื่อโพสต์ และ Hashtag ให้ตรงกับสิ่งที่คนค้นหา เช่น “ร้านเค้กวันเกิดในกรุงเทพ”
YouTube SEO
ตั้งชื่อวิดีโอ, คำอธิบาย, Hashtag และเลือกหมวดหมู่ให้เหมาะ เพื่อให้คนค้นหาแล้วเจอคลิปของเรา
Instagram SEO
ตั้งชื่อโปรไฟล์, ชื่อบัญชี, Bio และแคปชั่นด้วยคำค้นหาที่คนสนใจ เช่น “เค้กคัสตอมดีไซน์”
TikTok SEO
ใช้แคปชั่น, Hashtag, และเสียงที่กำลังเป็นเทรนด์ เพื่อให้คลิปติดในการค้นหา
แต่ SEO บน Social จะมีผล เฉพาะ เวลาคนค้นหาในแอปนั้นๆ เท่านั้น เช่น ถ้าเราทำ SEO ใน Facebook คนต้องค้นใน Facebook ถึงจะเจอ ไม่ได้ช่วยดันใน Google (ยกเว้นเพจดังๆ ที่อาจติด Google ด้วย)
การวัดผลการทำ SEO ทำอย่างไร
เราสามารถทำการค้นหา คีย์เวิร์ด (คำค้นหา) นั้นๆ ใน Google และดูว่าเราติดอันดับที่เท่าไหร่ได้เลยค่ะ หรือเราสามารถติดตั้ง Google Webmaster Tool และใช้ในการดักจับคำค้นหานั้นๆ ว่าเราติดในอันดับที่เท่าไหร่
5 ข้อผิดพลาดที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ ก่อนเริ่มต้นทำเว็บไซต์
การสร้างเว็บไซต์ครั้งแรกสำหรับเจ้าของกิจการ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย
เพราะไม่ใช่แค่ “ทำให้สวย” แล้วจบ แต่ยังต้องคิดถึงโครงสร้าง ความน่าใช้งาน ความเร็ว การแสดงผลบนมือถือ ไปจนถึง SEO และความปลอดภัย
การสร้าง “เว็บไซต์” ก็เหมือนกับ “การสร้างออฟฟิศ” ที่ต้องออกแบบให้เหมาะกับการต้อนรับลูกค้า มีการทำโครงสร้างซึ่งคือการวางแผนโครงสร้าง ยิ่งวางแผนดีตั้งแต่ต้น ก็ยิ่งได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าในระยะยาว
วันนี้ Website Studio ขอแชร์ 5 ข้อผิดพลาดที่มักพบจากประสบการณ์จริง พร้อมคำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่กำลังจะมีเว็บไซต์แรกของตัวเองค่ะ
1. ยึดติดกับความสวยงามเกินไป จนลืมคิดถึง “ผู้ใช้งานจริง”
เจ้าของธุรกิจหลายคนมักเริ่มจากการหาตัวอย่างเว็บสวยๆ แล้วอยากได้เหมือนเป๊ะ
ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ลูกค้าเข้าเว็บนี้แล้วเขาจะเข้าใจมั้ย?” หรือ “ใช้งานง่ายแค่ไหน?” อีกทั้งเว็บเราทำให้ Search Engine ต่างๆ อ่านได้ง่ายหรือไม่ เพื่อเพิ่มอันดับการค้นหาของเราให้ดียิ่งขึ้น
2. ไม่ใช้ Web Designer โดยเฉพาะ
หลายคนอาจเข้าใจว่า Graphic Designer กับ Web Designer เหมือนกัน
แต่จริงๆ แล้วหน้าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
-
Graphic Designer เก่งเรื่องสี ฟอนต์ การจัดองค์ประกอบ ออกแบบภาพแบนเนอร์ต่างๆ
-
Web Designer จะวางโครงสร้างเว็บให้ใช้งานได้จริง มีปุ่ม คลิก ลิงก์ และ UX ที่ดี
3. เลือกโฮสติ้งถูกเกินไป ไม่ดูเรื่องความปลอดภัย
โฮสติ้งเหมือนพื้นที่จัดเก็บเว็บ ถ้าเลือกไม่ดี อาจเจอปัญหาเว็บล่ม ถูกแฮก หรือข้อมูลหาย
4. จ้างทำเว็บราคาถูกมาก หรือทำเองโดยไม่มีแผน
ราคาถูกใช่ว่าจะไม่ดี แต่ถ้าราคาถูกเกินไปโดยไม่มีผลงานหรือรีวิวรองรับ ก็ควรระวัง ก่อนจ้างใครทำเว็บ ลองเช็กรีวิวและขอผลงานดู และอย่าลืมสอบถามเรื่องบริการหลังการขาย เช่น อัปเดตเว็บไซต์, สำรองข้อมูล หรือแก้ไขภายหลัง
5. ไม่ทำ SEO หรือไม่เตรียมงบสำหรับโฆษณา Google
มีเว็บไซต์แล้วแต่ไม่ทำ SEO = เปิดร้านโดยไม่เปิดไฟ ไม่มีทางที่ลูกค้าจะหาคุณเจอใน Google โดยไม่ทำอะไรเลย
บทส่งท้าย
📲 LINE ได้เลย: @websitestudio
📩 Facebook: m.me/webstudio20
ทำเว็บต้องมีอะไรบ้าง?
ในยุคที่ลูกค้าหาทุกอย่างจาก Google/Chat GPT การมีเว็บไซต์สำหรับธุรกิจถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่เจ้าของกิจการทุกคนควรมี แต่สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น คำถามที่พบบ่อยคือ “ทำเว็บต้องมีอะไรบ้าง?”, “โดเมนคืออะไร?”, “จำเป็นต้องทำ SEO ไหม?”, “SEO คืออะไร”
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักสิ่งที่จำเป็นต้องมีเมื่อจะเริ่มต้นทำเว็บไซต์ พร้อมคำอธิบายง่ายๆ ฉบับ Website Studio ที่ไม่ต้องเป็นสายเทคโนโลยี ก็เข้าใจได้แน่นอน!
1. โดเมนเนม (ชื่อเว็บไซต์)
โดเมนคือชื่อที่ใช้เรียกเว็บไซต์ของคุณ เช่น www.ชื่อร้านคุณ.com
การจดโดเมนก็เหมือนการจองชื่อธุรกิจบนโลกออนไลน์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพียงปีละประมาณ 300–700 บาท โดยมีการเสียค่าบริการเป็นรายปี จะเสียเงินล่วงหน้าก็ได้
2. โฮสติ้ง (Hosting)
โฮสติ้งคือที่เก็บข้อมูลของเว็บไซต์ เช่น รูปภาพ เนื้อหา ฐานข้อมูล ฯลฯ คล้ายๆ ที่เก็บข้อมูลในโทรศัพท์ หรือในคอมพิวเตอร์ของคุณ
เปรียบง่ายๆ: โดเมนคือ “ชื่อร้าน” ส่วนโฮสติ้งคือ “พื้นที่ร้าน”
การชำระเงินจะเป็นการชำระเงินรายปีเช่นเดียวกับโดเมน ราคาจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ ฟังก์ชั่น ความปลอดภัย โดยราคาเริ่มต้นจะมีตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป
3. แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ (เช่น WordPress, Joomla)
หากคุณไม่มีพื้นฐานเขียนโค้ด WordPress เป็นตัวเลือกยอดนิยม เพราะสามารถปรับแต่งได้หลากหลาย รองรับ SEO และใช้งานง่าย
4. ดีไซน์และโครงสร้างเว็บ
เว็บไซต์ที่ดีควรใช้งานง่าย โหลดเร็ว รองรับการแสดงผลหลายๆ หน้าจอทั้งในคอมพิวเตอร์ มือถือ และแท๊ปเล็ตต่างๆ อีกทั้งในเว็บควรเห็นข้อมูลชัดเจน มีปุ่มติดต่อ หรือปุ่ม “ซื้อ” อย่างชัดเจน
โครงสร้างควรมีหน้าเหล่านี้เป็นพื้นฐาน:
-
หน้าแรก (Home)
-
เกี่ยวกับเรา (About)
-
สินค้า/บริการ (Products/Services)
-
ติดต่อเรา (Contact)
- ปุ่ม live chat ที่ลิงค์ไปยัง Line หรือ Facebook Messenger
5. ระบบหลังบ้าน (Back-end)
การทำเว็บไซต์ จะดีอย่างมาก หากคุณสามารถแก้ไขได้จากทีมงานของคุณ ระบบหลังบ้านจึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เพื่อให้การแก้ไขเป็นไปได้อย่างง่ายดาย โดยระบบหลังบ้าน จะทำเพื่อให้คุณสามารถเข้าไปเพิ่มหรือแก้ไขข้อมูลเองในอนาคต เช่น อัปเดตรูปภาพ เปลี่ยนราคา เขียนบทความ
6. การติดตั้งระบบวิเคราะห์และ SEO
สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือการติดตั้ง Google Analytics และการรายงานผล เพื่อให้คุณรู้ว่าใครเข้าชมเว็บบ้าง มาจากที่ไหน สนใจอะไร และจะได้ทำการตลาดในอนาคตได้ถูกจุด
สรุป: ทำเว็บต้องมีอะไรบ้าง?
| รายการ | จำเป็นไหม? |
| โดเมนเนม | จำเป็น |
| โฮสติ้ง | จำเป็น |
| ระบบเว็บ (WordPress) | จำเป็น |
| หน้าเว็บครบถ้วน | แนะนำ |
| SEO และ Analytics | ควรมี |
| ปุ่มติดต่อ / Live Chat | ห้ามลืม ! |
📲 ทักเราทาง LINE ได้เลย: @websitestudio
📩 หรืออินบ็อกซ์มาทาง Facebook: m.me/webstudio20
อัปเกรดเว็บ WordPress เก่าให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด – ความท้าทายที่เราภูมิใจ
Website Studio ได้รับโอกาสจากลูกค้าท่านหนึ่งให้เข้ามาดูแลเว็บไซต์ WordPress ที่เปิดใช้งานมานานหลายปี แม้ตัวเว็บไซต์จะยังทำงานได้ดี แต่ก็มีข้อจำกัดใหญ่คือไม่สามารถอัปเกรด PHP, WordPress, ธีม หรือปลั๊กอินใดๆ ได้เลย อีกทั้งคือ มีข้อมูลจำนวนมากที่ไม่สามารถเสี่ยงให้สูญหายได้ และลูกค้ายังอัพเดตบทความของเค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มทำงาน
สิ่งที่ทำให้งานนี้เป็นความท้าทายคือ
- เราไม่ได้เป็นผู้สร้างเว็บไซต์นี้ตั้งแต่แรก จึงต้องเข้าไปศึกษากลไกเดิมทั้งหมด
- วิเคราะห์ความเสี่ยง และวางแผนอัปเกรดอย่างรอบคอบ
- ที่สำคัญคือต้องพยายามอัปเกรดโดยไม่ทำการ clone ทั้งเว็บ เพราะข้อจำกัดเรื่องพื้นที่จัดเก็บ และความเสี่ยงที่ข้อมูลจะสูญหาย
ในที่สุด เราสามารถอัปเกรดระบบทั้งหมดให้ทันสมัยได้สำเร็จใน server จำลอง โดยคงรูปแบบดีไซน์เดิมไว้ครบถ้วน แต่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
อีกหนึ่งอุปสรรคที่ต้องเจอคือ hosting ที่ลูกค้าใช้นั้นไม่มี cPanel หรือระบบจัดการใดๆ เลย ทำให้ต้องดำเนินการทั้งหมดผ่าน SSH ซึ่งแน่นอนว่า ChatGPT ก็กลายเป็นผู้ช่วยสำคัญที่ช่วยเราหาคำสั่งของ SSH ได้อย่างง่ายดาย (ขอบคุณเทคโนโลยีนี้ 🙂 )
สุดท้ายและท้ายที่สุด งานนี้ก็ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ลูกค้ามีเว็บไซต์เดิม ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากทุกอย่างอัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นใหม่อย่างสมบูรณ์
ขอขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจ และเข้าใจให้เราดูแลเว็บไซต์ที่สำคัญนี้ การอัปเกรดเว็บเก่าที่มีความซับซ้อน บางครั้งก็มีต้นทุนไม่ต่างจากการสร้างเว็บใหม่ เพราะทุกอย่างต้องทำด้วยความละเอียดและระมัดระวังในทุกขั้นตอน และยังต้องคงฟังก์ชั่นตามเดิม




